โกวเอี๊ย - หรือพญายม กับข้าวของเตรียมไว้ในงานเทกระจาด     ที่มา : ศรีมหาโพธิ์. 2543,(16)

ตำนานการทิ้งกระจาด
ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีวัดเก่าอยู่วัดหนึ่งชื่อว่าวัดพนัญเชิง  วัดนี้มีอายุ  600  กว่าปีมาแล้ว  เป็นวัดที่มีมาก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา  เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิองค์ใหญ่  คนโดยมากมักเรียกกันว่าหลวงพ่อโต  ชาวจีนเรียกว่า  ซำปอกง  ชาวจีนนับถือมากถึงปีก็มีงิ้วมีลิเกให้หลวงพ่อดู  และถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งว่าจะต้องมีการทิ้งกระจาดและเผารูปยมราช  (งานมีในเดือน  9  เป็นประจำ)
                การทิ้งกระจาดนั้น  เขาก็ยกร้านให้สูงเลยหัวคน  บนร้านก็มีพวก  กล้วย  ส้ม  ขนม  นม  เนย  มะพร้าว  เครื่องใช้  เสื้อผ้าต่าง ๆ  มากมายถึงเวลาเขาก็เผารูปยมราช  และทิ้งกระจาดพร้อมกัน  ที่เรียกว่าทิ้งกระจาดไม่ใช่โยนลงมาทั้งกระจาด  เขาหยิบโยนลงมาทีละสิ่ง  แต่แรกเริ่มเดิมทีหัวหน้าเขาก็เอกกระจาดเล็ก ๆ  ไปแจกไว้ตามบ้านพวกที่จะทำบุญ  ถึงวันจวนจะทิ้งกระจาดเขาก็ออกเก็บ  ใครรับกระจาดไว้ก็หาของใส่กระจาดมาตามแต่จะศรัทธา  เวลาทิ้งเขาก็เลยทิ้งทั้งกระจาดด้วย  แต่ต่อมาเห็นว่าทำอย่างนั้นข้าวของเสียหายมาก  เพราะคนเข้าไปแย่งกันไม่ได้ของดีเลย  สมัยต่อมาจึงใช้วิธีโยนให้ทีละสิ่ง  ใครรับได้ก็เอาไป  แต่คนก็ยังนิยมเรียกว่าทิ้งกระจาดอย่างแบบเดิมติดปากมาจนทุกวันนี้
                ประเพณีทิ้งกระจาดนี้ เป็นเรื่องข้างฝ่ายจีนเขาปฏิบัติมานานนักหนาแล้ว  กล่าวกันว่าได้มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าถัง  คือมีชายคนหนึ่งชื่อ  เหล่าจิ้ง  ฝันไปว่ามารดาของเขาซึ่งตายไปได้มาหาเขาในลักษณะที่มอซอเต็มทีไม่มีผ้านุ่ง  และได้ต่อว่าเขาว่าเหล่าจิ้งทำไม่ดีไม่นึกถึงแม่  แม่จึงเป็นเช่นนี้ในฝันนั้นว่าเหล่าจิ้งถามแม่ไปว่า  แล้วลื้อจะให้อั๊วทำอย่างไรล่ะ  แม่ก็บอกว่าทิ้งกระจาดซี  วิธีทิ้งกระจาดก็ไม่ยากเย็นอะไร  ให้ลื้อไปซื้อข้าวของ  มีผ้านุ่งผ้าห่มของใช้ของกินมา  ดูให้จำนวนพอกับติ้วที่ศาลเจ้าแล้วก็โยนติ้วที่จดเลขไว้นั้นให้คนแย่ง  ใครได้ติ้วเลขอะไรก็ให้เอาติ้วมาเบิกของไปตามนั้นเมื่อเหล่าจิ้งได้มาลองทำดูแล้วมารดาก็มาเข้าฝันใหม่  แต่คราวนี้มาในลักษณะที่สมบูรณ์กว่าคราวก่อน  มีเสื้อผ้าใส่มาดูอ้วนท้วนขึ้น  บอกว่าที่ลื้อทิ้งกระจาดนั้นแหละจึงทำให้อั๊วดีขึ้นอย่างนี้
                อีกเรื่องหนึ่งเป็นประวัติข้างฝ่ายอาณัมนิกาย  คือพระญวนหรือพระจีนที่ถือลัทธิมหายาน  มีกล่าวถึงเรื่องการทิ้งกระจาดไว้ในคัมภีร์ของลัทธิอาณัมนิกายว่า  ครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารนิโครธารามเมืองกบิลพัสดุ์  พระอานนท์นั่งกระทำสมาธิอยู่ผู้เดียว  ตกดึกพระอานนท์ได้เห็นอสุรกายตนหนึ่งมีชื่อว่าเหญี่ยมโข้ว  มีร่างกายซูบผอมที่ปากมีไฟพลุ่งออกมา  ผมยาวรุงรัง  มีเขี้ยวงอกออกมาจากปาก  รูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวเมื่ออสุรกายนั้นปรากฏตัวให้เห็นแล้วก็บอกว่า  นับแต่นี้ไปอีก  3  ราตรีพระอานนท์จะต้องตาย  พระอานนท์ถามว่า  จะไม่มีทางแก้ให้อายุยืดอีกหรือ  อสุรกายบอกว่า  มีอยู่ทางเดียวคือให้ทำพุทธบูชา  สังฆบูชา  และให้ทาน  เมื่อบอกแล้วอสุรกายนั้นก็หายไป  พระอานนท์จึงไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและเล่าเรื่องให้ฟัง  พระพุทธองค์จึงแนะให้ตั้งพิธีประชุมพระอริยเจ้า  สวดพระคาถาชื่อถึกยือลาย  อำนาจพระคาถานี้จะช่วยนำส่งส่วนกุศลไปให้  เมื่ออานนท์ทำตามเสร็จแล้ว  พระพุทธเจ้าจึงบอกแก่พระอานนท์ว่า  อสุรกายที่เห็นนั้นน่ะไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก  ที่แท้ก็พระโพธิสัตว์กวางตือต่ายโป๊ต๊ากแปลงพระองค์ลงมาบอกให้พระอานนท์บริจาคทานนั่นเอง  เป็นการอุดหนุนให้พระอานนท์มีวิธีประกอบบุญเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งเท่านั้น
                ก็ในการทิ้งกระจาดนั้นเขาย่อมทำหุ่นด้วยกระดาษเป็นรูปงิ้วหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว  ชาวบ้านเรียกกันว่า  ยมราช  การที่ต้องเผารูปยมราช  (จีนเรียกได้ซือเอี๊ย)  ก็โดยสมมติว่าเป็นรูปพระโพธิสัตว์เสด็จลงมาเป็นประธานในงาน  เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็ต้องเชิญเสด็จกลับโดยวิธีเผา
(ส.พลายน้อย. 2542, 47-49)

ที่มา : เทศกาลทิ้งกระจาดมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง    http://pohtecktung.org/index.php?option

ทิ้งกระจาด ทานต่ออายุ
                ประเพณีทิ้งกระจาดของจีน  เมื่อพิจารณาดูแล้ว  จะคล้ายกันกับ  ประเพณีกินก๋วยสลาก ของทางภาคเหนือ  เหมือน  ทานข้าวสาก  ของภาคอีสาน  และเหมือนการทำบุญถวายสลากภัต  ของชาวไทยภาคกลาง  กับทั้งเหมือน  พิธีส่งตายายของชาวไทยปักษ์ใต้
                ทั้งนี้เทศกาลการจัดทำพิธีนี้ก็เป็นช่วงเดือนใกล้เคียงกัน  และยังมีจุดประสงค์อย่างเดียวกัน  คือทำบุญอุทิศให้ผีบรรพบุรุษ
                การถวายก๋วยสลาก  ถวายข้าวสาก  และสลากภัต  ของชาวไทยภาคเหนือ  ภาคอีสาน  และภาคกลาล  แต่เดิมทีในสมัยเก่าโบราณนั้น  ภาชนะที่ใช้บรรจุเครื่องไทยทานจะเป็น  ชะลอม  ซึ่งใบเล็ก  กลาง  หรือโนได้ทุกขนาด  สูงประมาณ  25-30  เซนติเมตร
                ลักษณะรูปร่างชะลอม  (ก๋วย)  จะมีตาโปร่งโดยรอบ  ด้านบนชะลอมจะรวบเส้นตอกที่เหลือ  จังเป็น  2  กลุ่ม  รวบเข้าด้วยกันแล้วมัดด้วยตอกอีกให้แน่น  สามารถใช้มือถือ  และหิ้วไปไหนมาไหนได้สะดวก
                แต่ประเพณีของจีนเป็น  พิธีการทิ้งกระจาด  โดยใช้  ติ้ว  แทนสลาก  ตามประเพณีไทย  เมื่อทิ้งติ้วไป  ใครจับได้ก็ให้นำมาขึ้นแลกของทานจากคณะกรรมการไป
                ประเพณีสลากภัตของไทย  จะเป็นการจัดทำไปถวายพระภิกษุสงฆ์ตามวัด  ให้พระสงฆ์เป็นผู้จับสลาก  ตรงกับเจ้าภาพผู้ใดก็ให้ผู้นั้นนำเครื่องไทยทานไปถวาย  มีการรับศิลรับพรจากพระแล้วกรวดน้ำเป็นเสร็จพิธี
                ส่วนการทิ้งกระจาดของจีนนั้นจุดประสงค์ทำให้แก่คนยากจนและอุทิศส่วนกุศลให้วิญญาณหรือภูติผีไร้ญาติ

ที่มา : เทศกาลทิ้งกระจาดมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง    http://pohtecktung.org/index.php?option

เครื่องปัจจัยไทยทาน
                เนื่องจากประเพณีทิ้งกระจาดของจีน  มีวัตถุประสงค์จะให้ของเป็นทานแก่คนอดอยาก  ยากจน  หาเช้ากินค่ำเป็นสำคัญ  ดังนั้นสิ่งของที่เป็นไทยทานจึงได้แก่

  1. ข้าวสาร  บรรจุถุงพลาสติก  ขนาดน้ำหนัก  5  กิโลกรัม
  2. พริกแห้ง  จัดไว้เป็นถุง ๆ
  3. น้ำปลา  จัดไว้ในลังเป็นขวด ๆ
  4. เกลือ  เป็นถุง ๆ
  5. เสื้อผ้า  สำหรับเด็กและผู้ใหญ่  ชาย-หญิง  เป็นชุด ๆ
  6. รองเท้า  ทั้งเด็ก-ผู้ใหญ่  หลายขนาดหลายเบอร์
  7. อาหารแห้งอื่น ๆ  เช่น  เนื้อ  ปลาและอาหารกระป๋อง ฯลฯ

บรรดาอาหารที่จัดไว้เป็นไทยทานดังกล่าวนั้น  แต่เดิมมาเล่ากันว่า  เคยโยนลงมาจากที่สูง  โดยเฉพาะของที่ไม่แตก  เพื่อให้ผู้คนยากจนข้างล่างแย่งกันชิงกัน  ของนั้นมักขาด  แตก  และถูกทำลายเสียสภาพไปจนใช้ไม่ได้  และบางโรงทาน  บางศาลเจ้า  ผู้คนที่มาแย่งทานเกิดทะเลาะวิวาท  ชกต่อยกัน  หรือถึงกับเหยียบกันบาดเจ็บ  และถึงตายก็เคยมี
จึงเปลี่ยนวิธี  เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยคุ้มกันและป้องกันมิให้เกิดการวิวาทกันอีก  แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถห้ามปรามได้เพราะบางแห่งมีผู้คนยากจนมาก  มาแย่งทานเป็นจำนวนหมื่น ๆ  คน
                ในที่สุด  เปลี่ยนมาเป็นการนำเอาสิ่งของไทยทานนั้น  ตั้งไว้บนโต๊ะในกระโจมผ้าไบ  หรือตรงประตูโรงทาน  โดยกั้นเชือกเป็นทางให้เข้ามาได้ทีละคน  เพื่อรับของทาน  แล้วเดินออกไปอีกทางหนึ่งของทานทุกอย่างติดเบอร์เลขไว้ทั้งหมด
                วิธีนี้ก็คือการโยนติ้ว  ติ้วที่จะโยนนั้น  จะติดระบุเบอร์เลขไว้ให้ตรงกับของทาน  เท่าที่มีจะแจกจ่ายแก่คนยากยนผู้มาในวันนั้น
                เมื่อคณะกรรมการมูลนิธิหรือสมาคมฯ มาพร้อมกันแล้วฝ่ายที่เตรียมเฝ้าของตนก็ฌเตรียมตัวไว้  คือกองของทานจะระบุเลขหมายตั้งแต่   -   หมายเลข  001  ถึง  1000             =  อยู่มุมหนึ่ง
                                                         -    หมายเลข  1001  ถึง  2000  =  อยู่อีกมุมหนึ่ง
                                                                         (หรือตามความสะดวก)
                จนหมดของทานเท่าที่มี  ซึ่งอาจจะเป็นหมื่น ๆ  ชิ้น  โดยเฉพาะข้าวสาร  แต่เดิมชาวบ้านจะหาภาชนะมารับรองเอา  แต่ปัจจุบันนี้ทางร้านค้าได้จัดบรรจุเป็นถุง ๆ  จึงเป็นการสะดวก  โครจับติ้วได้ข้าวก็เอาติ้วมารับ-และเอาไป
                การโยนติ้ว  จะหว่านไปทุกทิศทางโดยรวบ  เพื่อต้องการให้คนยากจนที่มาได้กันอย่างทั่วถึง
                เมื่อโยนไปแล้ว  ใครแย่งติ้วได้เป็นเลขเบอร์อะไร  จะได้ของอะไรก็ให้เอาติ้วนั้นไปขึ้นเอาของตามเบอร์  จากคณะกรรมการ  ที่ทางมูลนิธิหรือสมาคมฯ  จัดเจ้าหน้าที่เตรียมไว้
                ประเพณีการทิ้งกระจาดของจีน  ได้มีมาช้านานแล้ว  แต่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด  คือการมีจัดที่วัดกัลป์ยาณ์นั้น  จัดเอิกเกริกมโหฬารที่สุด  เพราะในพระวิหารของวัดนี้มี  หลวงพ่อโต  ประดิษฐานอยู่หน้าพระวิหารวัดกัลป์ยาณ์  (ฝั่งธนบุรี)  ชาวจีนโบราณเคยมาไหว้มาเซ่นวิญญาณ  “ซำปอกง”  ซึ่งพวกคนจีนเชื่อว่า  หลวงพ่อโตเป็น  ซำปอกง  เกิดความศรัทธาเลื่อมใส  จึงได้ติดป้ายภาษาจีนไว้ว่า
                “ซำปอฮุดกง”  แปลความหมายว่า  ;  พระรัตนตรัย  มี
                1.  พระพุทธ
                2.  พระธรรม
                3.  พระสงฆ์
เมื่อชาวจีนแซ่อื่น ๆ  มาพบเห็นเข้า  ก็เลยศรัทธาเลื่อมใสต่อ ๆ  กันมา

 
<<< PREVIOUS      NEXT >>>