เพลงเรือแหลมโพธิ์
ที่มา: ใต้หรอยมีลุย.2547,56

จังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดหนึ่งที่สืบทอดประเพณีชักพระมาตั้งแต่โบราณ  มีทั้งการชักพระทางบกซึ่งชักลากรถหรือเลื่อนที่ประดิษฐานบุษบกพระไปตามถนนหนทาง  กับการชักพระทางน้ำ  ซึ่งชักลากเรือบุษบกพระไปตามแม่น้ำลำคลอง  บางทีก็ออกสู่ทะเล  โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลา  การชักพระทางน้ำนี้เองเป็นต้นกำเนิดของการเล่นเพลงเรือของภาคใต้  โดยเฉพาะเพลงเรือแหลมโพธิ์  ของจังหวัดสงขลา  ที่เล่นสืบทอดประเพณีกันมานานนับร้อยปี
                เพลงเรือแหลมโพธิ์  คือเพลงเรือที่มีศูนย์กลางการเล่นอยู่ที่บริเวณแหลมโพธิ์  ซึ่งเป็นแหลมเล็ก ๆ  ยื่นลงไปในทะเลสาบสงขลา  พื้นที่ประมาณ  ๕  ไร่  อยู่ทางตอนเหนือของหมู่ที่  ๓  บ้านแหลมโพธิ์  ตำบลคูเต่า  อำเภอ  หาดใหญ่  จังหวัดสงขลา  เป็นเพลงที่พวกผีพายเรือยาวร้องเล่นในเรื่อร่วมกับประเพณีชักพระ  เพื่อชักลากเรือบุษบกพระไปสู่จุดนัดหมายในวันแรม  ๑  ค่ำ  เดือน  ๑๑
                เพลงเรือแหลมโพธิ์เป็นเพลงเรือเช่นเดียวกันกับเพลงเรือที่มีเล่นในภาคกลางของประเทศไทยมีลักษณะเป็นประเพณีราษฎร์  แต่ความน่าสนใจศึกษาเฉพาะกรณีของเพลงเรือแหลมโพธิ์อยู่ที่เพลงเรือแหลมโพธิ์เป็นเพลงเรือที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง  ไม่มีที่ใดเหมือน  หากว่าเพลงเรือแหลมโพธิ์เป็นเพียงเพลงที่เล่นกันในเรือ  ว่าโต้ตอบกันระหว่างหนุ่มสาวแล้ว  เพลงเรือแหลมโพธิ์ก็คงจะแตกต่างจากเพลงเรือของภาคกลางดังกล่าวเพียงพื้นที่เล่นและภาษาในเพลงซึ่งเป็นภาษาถิ่นเท่านั้น  แต่เพลงเรือแหลมโพธิ์นอกจากเป็นเพลงเล่นในเรือแล้ว  ในส่วนอื่น ๆ  จะไม่เหมือนกับเพลงเรือในภาคกลางเลย
                เพลงเรือแหลมโพธิ์  จึงเป็นเพลงเรืออีกรูปแบบหนึ่ง  ซึ่งแต่เดิมคนทั่วไปมักเข้าใจว่าเพลงเรือนั้นมีเพียงรูปแบบเดียว  คือเพลงเรือของภาคกลาง  โดยเฉพาะแถบจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  สุพรรณบุรี  สิงห์บุรี  และอ่างทองเท่านั้น

ชื่อเพลงเรือแหลมโพธิ์
                เพลงเรือแหลมโพธิ์นี้เรียกชื่อตามสถานที่ที่เป็นจุดนัดหมายที่เรือเพลงชักพระมารวมกัน  คือที่แหลมโพธิ์แล้วขึ้นเล่นเพลงเรือกันต่อบนบริเวณแหลมโพธิ์ด้วย
                จากการศึกษาเกี่ยวกับชื่อเพลงเรือแหลมโพธิ์  แม้พื้นที่ในเขตอำเภอหาดใหญ่เพียงเขตเดียวก็เรียกชื่นต่าง ๆ  กันออกไป  เช่นตำบลแม่ทอมจะเรียก  “เพลงเรือ”  ตำบลคูเต่าเรียก  “เพลงยาว”  บ้าง  “เพลงเรือยาว”  บ้าง  ตำบลบางกล่ำ  บ้านหนองม่วงนั้นเรียกว่า  “เพลงยาว”  และเรียกเพลงเรือสั้น ๆ  ขนาด  ๒ – ๓  กลอนจบ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพลงของพวกขี้เมาว่า  “เพลงเรือบก”  พระมหาเจริญ  เตชะปุญโญ  แห่งที่พักสงฆ์บ้านแหลมโพธิ์กล่าวว่า  “มีคำเรียกเพลงเรืออีกคำหนึ่งคือคำว่า  เพลงร้องเรือ  แต่ในจำนวนทั้งหมด  คำว่าเพลงยาวเป็นคำที่เรียกที่เก่าแก่ที่สุด”  ในเพลง  “ชมนมพระ”  ของนายพัน  โสภิกุล  ได้กล่าวถึงชื่อนี้ไว้กลอนหนึ่งว่า  “บ้างร้องเพลงยาวรำเพลงต่างต่าง”  คำว่า  “เพลงยาวนี้”  ได้รับการยืนยันจากผู้สูงอายุในพื้นที่เก็บข้อมูลเป็นเสียงเดียวกันว่า  เป็นคำตัดมาจากคำว่า   “เพลงเรือยาว”  เพราะแต่เดิมเรือที่ใช้ชักพระและเล่นเพลงนั้นจะเป็นเรือยาวแทบทั้งนั้น  ด้วยว่า  “เรือยาวเป็นเรือสำหรับพวกผู้ชาย  ส่วนเรือสำหรับพวกผู้หญิงนั้นเรียกเรือเพรียว”   เรือเหล่านี้มักเป็นของวัด  จะมีกันวัดละหลาย ๆ  ลำ  อย่างวัดอู่ตะเภา  วัดคูเต่ามีมากถึงวัดละ  ๗-๘  ลำ  เพิ่งมาตอนหลังเมื่อมีการตัดถนนเข้าสู่หมู่บ้านมากขึ้น  ความจำเป็นในการใช้เรือน้อยลง  เรือเหล่านั้นก็ถูกขายไปเป็นอันมาก  แต่เป็นที่น่ายินดีที่ปัจจุบัน  (พ.ศ.  ๒๕๒๗)  วัดอู่ตะเภาได้จัดสร้างเรือยาวขึ้นมาใหม่เพื่อใช้ในพิธีชักพระ  เมื่อเป็นเช่นนี้  คำว่า  “เพลงเรือยาว”  จึงน่าจะเป็นคำที่เก่ากว่าและชาวบ้านก็ยังคงนิยมเรียกอยู่พอ ๆ  กับคำว่า  “เพลงยาว”  อย่างไรก็ตาม  แม้คำว่าเพลงยาวนี้จะเป็นชื่อเก่าของเพลงเรือแหลมโพธิ์ก็ตามแต่หากกล่าวขึ้นมาโดยที่ผู้รับฟังยังไม่ทราบถึงความหมายของผู้กล่าวแล้ว  ก็ชวนให้สื่อความผิดไปถึงเพลงยาว  ที่หมายถึง  กลอนสื่อรักของคนไทยโบราณก็ได้
                ส่วนคำว่า  “เพลงร้องเรือ”  นั้น  เป็นคำใหม่กว่า  หมายถึงเพลงร้อง  ในเรือขณะที่ชักพระแต่คำว่าเพลงร้องเรือนี้  โดยความหมายทั่วไปในจังหวัดสงขลาหรือจังหวัดใกล้เคียงของภาคใต้  หมายถึงเพลงกล่อมเด็ก  ซึ่งในแถบนี้  (บ้านแหลมโพธิ์-ผู้เขียน)  เรียก  “เพลงชาน้อง”  ดังนั้นหากไปเรียกเพลงเรือแหลมโพธิ์ในที่อื่นว่า  เพลงร้องเรือแล้ว  ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาการสื่อความเข้าใจได้
                คงจะด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้ว  จึงได้เกิดการเรียก  “เพลงเรือยาว”    “เพลงเรือ”  หรือ  “เพลงร้องเรือ”  เสียใหม่ในปัจจุบันว่า  “เพลงเรือแหลมโพธิ์”  ซึ่งก็ไม่อาจจะทราบได้ว่าใครเป็นผู้เริ่มต้นเรียกชื่อนี้เป็นคนแรกอีกเช่นกัน
                อย่างไรก็ตาม  แม้คำว่า  “เพลงเรือแหลมโพธิ์”  จะเป็นชื่อใหม่ที่เพิ่งใช้กันมาไม่นานนักแต่ก็เป็นชื่อที่บอกลักษณะการเล่น  ขณะเดียวกันก็ได้บอกพื้นที่ไว้อย่างชัดเจนที่สุด  ทั้งจะได้เป็นชื่อที่เข้าใจกันทั่วไป  ไม่ต้องเป็นปัญหาให้สับสนกันอีกด้วย
ประวัติเพลงเรือแหลมโพธิ์
                ปรานี  วงษ์เทศ  กล่าวว่า  “ปัญหาเกี่ยวกับกำเนิดของเพลงพื้นบ้านนับเป็นปัญหาที่ยุ่งยากที่สุด 
เราสามารถศึกษาได้จากการสันนิษฐานเท่านั้น” ก็เช่นเดียวกันกับปัญหาเรื่องกำเนิดของเพลงเรือแหลมโพธิ์                 เป็นที่เชื่อกันว่าประเพณีการชักพระทางน้ำเป็นต้นกำเนิดการเล่นเพลงเรือแหลมโพธิ์การชักพระทางน้ำเกิดขึ้นจาก
ศรัธาของพุทธศาสนิกชนที่มีพื้นภูมิอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็นลุ่มน้ำ  ไม่มีเส้นทางบกอื่นใดอันอาจจะอัญเชิญพระพุทธรูป
ประดิษฐานบนรถหรือเลื่อนชักลากไปได้  จึงได้คิดหาวิธีใหม่อัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานบนเรือชักลากไปแทน 
ซึ่งก็ทำให้ได้รับศรัธาผลสมจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน
                เรือพระทางน้ำนั้นก็ได้รับการประดับตกแต่งทั้งตัวเรือปละนมพระ  (พนมพระหรือมณฑปพระ) 
เช่นเดียวกับการชักพระทางบก  บางทีอาจจะวิจิตรพิสดารกว่าเรือพระทางบกเสียด้วยซ้ำไป  ทั้งนี้เรือพระน้ำ
ในสมัยโบราณบางลำใช้เรือยาวผูกขนานต่อติดกันถึง  ๓ ลำเรือพระยิ่งลำใหญ่เท่าใดก็ยิ่งต้องอาศัยแรงชักลากจากผีพายเรือ
ชักลากมากลำขึ้นเท่านั้นด้วยแรงศรัธาและความเชื่อที่ว่า  “เมื่อพระหลบหลัง  ฝนจะตกหนัก”  กับความบันดาลใจในความวิจิตรงดงามด้วยศิลปะพื้นบ้านที่แข่งสีสันตัดกันลานตาของเรือพระ  กับสีสันของเสื้อผ้าอาภรณ์และหน้าตาของสตรีเพศทั้งที่ไม่อาจไปร่วมในการชักพระ  เพียงแค่มายืนส่งสลอนอยู่บนสองฝั่งคลองกับสตรีเพศที่ร่วมลำไปด้วยในกระบวนชักพระนั้น  ทำให้คนพื้นบ้านภาคใต้ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นผู้ที่มีอารมณ์ทางกาพย์กลอนสูงอยู่แล้วได้เกิดปฏิภาณเป็นถ้อยคำ
ร้อยเรียงดัง ๆ  ออกมาคนหนึ่งแล้วคนอื่น ๆ  ในกลุ่มก็มีอารมณ์ร่วมรับตามต่อ ๆ  กัน  เมื่อเห็นว่าการร้องรับกัน
แบบนี้สนุกและทำให้เกิดพลังความฮึกเหิม  เป็นสื่อร่วม  กำหนดให้ลงผีพายพร้อม ๆ  กัน  สามารถบรรลุถึงจุดหมาย
ของกิจกรรมชักพระร่วมกันได้  ก็นิยมกันว่าเป็นสิ่งดี  เป็นวัฒกรรมแห่งสมัยที่ควรจดจำไว้ปฏิบัติอีกในคราวต่อ ๆ  ไป
  จนกระทั่งพัฒนามาเป็นเพลงเรือแหลมโพธิ์ในที่สุด
                ในชั้นแรก  เพลงเรือแหลมโพธิ์คงจะเป็นเพลงกลอนด้นหรือกลอนปฏิภาณที่มีความยาวไม่มากนัก 
อาจจะ  ๒-๓  กลอน  หรือกมากกว่านั้นเล็กน้อย  ว่าร้องรับวนเวียนต่อกันไปตลอดทางทั้งไปและขากลับ 
เมื่อคิดขึ้นได้ใหม่ก็ค่อยเพิ่มกลอนมากขึ้น  ทั้งนี้เพราะเพลงเรือแหลมโพธิ์มิได้เคร่งครัดในรูปแบบนัก 
เพลงที่กลอนขาดไปก็ยังสามารถใช้เล่นได้  ต่อมาจึงได้เตรียมตัวล่วงหน้าจากความงามของเรือพระที่สร้างขึ้นในปีนั้น  จากประวัติความเป็นมาของการชักพระจากคนสวยในหมู่บ้าน  จากเหตุการณ์ที่ซุบซิบติดอันดับในรอบปี 
เหล่านี้ทำให้เกิดเป็นเพลงกลอนผูกขึ้น  เพลงเหล่านี้มักกลอนดี  ความหมายดี  มีความยาวมาก  บางเพลง
  เช่นเพลง  “ชมนมพระ”  ของนายพัน  โสภิกุล  ซึ่งเป็นเพลงเก่าเพลงหนึ่งมีความยาวถึง  ๙๑  กลอน 
ทั้งนี้โดยนับจากจำนวนกลอนที่มีอยู่ตามที่ได้บันทึกได้  เมือได้ศึกษารูปแบบและเรื่องราวแล้วเชื่อว่า
เพลงนี้แต่เดิมยังจะต้องมีความยาวมากกว่านี้แน่นอน
                ความจริงที่เกี่ยวกับเพลงเรือประการหนึ่งที่ว่า  เพลงเรือแหลมโพธิ์นั้น  นิยมแต่งเล่นปีต่อปี 
ปีใหม่ก็แต่งใหม่  เพราะถือว่าผู้ที่เอาเพลงเก่ามาเล่นใหม่นั้นสิ้นภูมิปัญญา  ไร้ความสามารถ  ประกอบกับ
สังคมพื้นบ้านไม่ได้เป็นสังคมอนุรักษ์  จึงไม่มีใครคิดสนใจเก็บรักษาไว้  เพลงเก่าจริง ๆ  จึงหาได้ยาก 
ที่เหลืออยู่ก็จำขาดตก  บางทีก็ผิดเพี้ยนไปจากเดิม  ในบรรดาเพลงทั้งหมดในจำนวน  ๕๕  เพลงที่เก็บได้
ในขณะนี้  เพลง  “ชมเรือพระ”  ของนายสังข์  ไชยพูล  เป็นเพลงที่เก่าแก่อย่างน้อยก็เกือบ  ๒  ชั่วอายุคน 
นายสังข์เล่าว่า  “....แม่เล่าให้ฟังว่าเพลงนี้มีมาแต่โบราณนานแล้ว”  มีบางเพลงที่อาจระบุได้จากเรื่องราวในเพลง
  แต่อายุคงไม่ถึง  ๑๐๐  จึงไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับอายุของเพลงเรือแหลมโพธิ์นี้ได้

<<< PREVIOUS     NEXT >>>